“เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน”

(คำขวัญเดิม โคราช ลือเลื่อง เมืองก่อนเก่า นกเขาคารม อ้อยคันร่ม ส้มขี้ม้า ผ้าหางกระรอก)

อักษรย่อ :   นม.

สีประจำกลุ่มจังหวัด :  สีแสด (สีส้ม)

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด : รูปอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ประดิษฐานอยู่หน้า ประตูชุมพล ประตูเมืองทางด้านทิศตะวันตก

หมายถึง วีรกรรมอันกล้าหาญที่ท้าวสุรนารีได้กอบกู้เมืองนครราชสีมา จากกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ไว้ได้  ซึ่งตราประจำจังหวัดนครราชสีมา ภาพนี้มีฐานะเป็นตราราชการ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดภาพเครื่องหมายราชการ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พุทธศักราช 2482 (ฉบับที่ 214) [ว่าด้วยการกำหนดเครื่องหมายราชการประจำจังหวัด 76 จังหวัด]

     เมืองนครราชสีมา เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในอาณาจักรไทย แต่เดิมตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในท้องที่อำเภอสูงเนิน ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันประมาณ 31 กิโลเมตร คือ เมือง”โคราช” หรือ “โคราฆะ” กับเมือง “เสมา” ทั้งสองเมืองดังกล่าว เคยเจริญ รุ่งเรืองมาก ในสมัยขอมแต่ปัจจุบันเป็นเมืองร้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งลำตะคอง สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) โปรดให้สร้างเมืองสำคัญที่อยู่ชายแดน ให้มี ป้อม ปราการ จึงให้ย้ายเมืองที่ ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเมืองที่มีป้อมปราการและคูน้ำล้อมรอบขึ้นใหม่ ในที่ซึ่งอยู่ ในปัจจุบัน แล้วเอานามเมืองใหม่ทั้งสอง คือเมืองเสมา กับเมืองโคราฆะ มาผูกเป็นนามเมืองใหม่ เรียกว่าเมืองนครราชสีมา แต่คนทั่วไป เรียกว่า เมืองโคราช เมืองนี้กำแพงก่อด้วยอิฐ มีใบเสมาเรียงรายตลอด มีป้อมกำแพงเมือง 15 ป้อม 4 ประตู สร้างด้วยศิลาแลง มีชื่อดังต่อไปนี้

  • ทางทิศเหนือ ชื่อประตูพลแสน นัยหนึ่งเรียกประตูน้ำ
  • ทางทิศใต้ ชื่อประตูชัยณรงค์ นัยหนึ่งเรียกประตูผี
  • ทางทิศตะวันออก ชื่อประตูพลล้าน นัยหนึ่งเรียกประตูตะวันออก
  • ทางทิศตะวันตก ชื่อประตูชุมพล

    ประตูเมืองทั้ง 4 แห่งนี้ มีหอรักษาการอยู่ข้างบนทำเป็นรูปเรือน (คฤหาสถ์) หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผามีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกัน ทุกแห่ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงจัดการปกครองหัวเมืองทางแผ่นดินสูงตอนริมแม่น้ำโขง เป็นประเทศราช 3 เมือง คือ เมืองเวียงจันทร์ เมืองคมพนม และเมืองนครจำปาศักดิ์ ให้เมือนครราชสีมา ปกครองเมืองกรมการป่าดง และเมืองดอนที่ไม่ขึ้นต่อ ประเทศราช ทั้ง 3 และกำกับตรวจตราเมืองประเทศราชเหล่านั้นด้วย แล้วยกฐานะเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเอก ผู้สำเร็จราชการ มียศเป็นเจ้าพระยา เจ้าพระยาเมืองนครราชสีมาคนแรกชื่อเดิมคือ ปิ่น ณ ราชสีมา และในรัชกาลนี้เมืองนครราชสีมา ได้นำช้าง เผือก 2 เชือก ที่คล้องได้ในเขตอำเภอภูเขียว ซึ่งน้อมเกล้าถวายและได้โปรดเกล้าฯให้ขึ้นระวางเป็นพระอินทร์ไอยรา และพระเทพ กุญชรช้างเผือก เมื่อส่งเข้าเมืองยังคงเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้าพ่อช้างเผือกอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตรงข้ามโรงเรียนสุรนารีวิทยา ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมืองนครราชสีมา มีความเจริญมากขึ้น เป็นศูนย์กลางค้าขายของหัวเมืองทางตะวันออก เพราะมีสินค้าที่พ่อค้า ต้องการมาก เช่น หนังสัตว์ เขาสัตว์ นอแรด งา ไหม พวกพ่อค้าเดินทางมาซื้อสินค้าเหล่านี้แล้วส่งไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ และนำ สินค้าจากกรุงเทพฯมาจำหน่ายในหัวเมืองตะวันออก โดยตลาดกลางอยู่ที่เมืองนครราชสีมา และในปี พ.ศ. 2434 (ร.ศ. 1110) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้รวบรวมหัวเมืองในเขตที่ราบสูงเป็น 3 มณฑล คือ

  1. มณฑลลาวพวน มีเมืองหนองคาย เป็นที่ว่าการมณฑล
  2. เมืองลาวกาว มีเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นที่ว่าการมณฑล
  3. เมืองลาวกลาง มีเมืองนครราชสีมา เป็นที่ว่าการมณฑล

    ต่อมาเมื่อได้จัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลทั่วทั้งพระราชอาณาเขตได้เปลี่ยนนามมณฑลทั้ง 3 เสียใหม่ คือมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร มณฑลลาวกาว เป็นมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลลาวกลางเป็นมณฑลนครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วได้ยกเลิกการจัดหัวเมืองมณฑล เทศาภิบาล และจัดใหม่เป็นภาคมณฑลนครราชสีมา เป็นภาคที่ 8 มีหัวเมืองอยู่ในความปกครอง จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีษะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

   

    ต่อมาเมื่อได้จัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลทั่วทั้งพระราชอาณาเขตได้เปลี่ยนนามมณฑลทั้ง 3 เสียใหม่ คือมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร มณฑลลาวกาว เป็นมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลลาวกลางเป็นมณฑลนครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วได้ยกเลิกการจัดหัวเมืองมณฑล เทศาภิบาล และจัดใหม่เป็นภาคมณฑลนครราชสีมา เป็นภาคที่ 8 มีหัวเมืองอยู่ในความปกครอง จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีษะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

หมายเหตุ : ที่มาจากหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2526

          จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพมหานคร 255 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 20,493.964 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 12,808,728 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
          ทิศ เหนือ         ติดต่อกับ         จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดขอนแก่น
          ทิศใต้             ติดต่อกับ         จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว
          ทิศตะวันออก     ติดต่อกับ         จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดขอนแก่น
          ทิศตะวันตก      ติดต่อกับ         จังหวัดสระบุรี และจังหวัดลพบุรี

ส่วนบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค

อำเภอ / กิ่งอำเภอ ตำบล
1.  อำเภอเมือง 21
2. อำเภอครบุรี 12
3. อำเภอเสิงสาง 6

4.  อำเภอคง 10
5.   อำเภอบ้านเหลื่อม 4
6.  อำเภอจักราช 8
7    อำเภอโชคชัย 10
8.  อำเภอด่านขุนทด 16
9.   อำเภอโนนไทย 10
10.  อำเภอโนนสูง 15
11.  อำเภอขามสะแกแสง 7
12.  อำเภอบัวใหญ่ 10
13.  อำเภอประทาย 13
14 .  อำเภอปักธงชัย 16
15.  อำเภอพิมาย 12
16.  อำเภอห้วยแถลง 13
17.  อำเภอชุมพวง 9
18.  อำเภอสูงเนิน 15
19.  อำเภอขามทะเลสอ 5
20.  อำเภอสีคิ้ว 12
21.  อำเภอปากช่อง 12
22.  อำเภอหนองบุนนาก 9
23.  อำเภอแก้งสนามนาง 5
24.  อำเภอโนนแดง 5
25.  อำเภอวังน้ำเขียว 5
26.  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 5
27.  กิ่งอำเภอเทพารักษ์ 4
28.  กิ่งอำเภอเมืองยาง 4
29.  กิ่งอำเภอพระทองคำ 5
30.  กิ่งอำเภอลำทะเมนชัย 4
31.  กิ่งอำเภอบัวลาย 4
32.  กิ่งอำเภอสีดา 5

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

เป็นการบริหารราชการซึ่งส่วนกลางมอบอำนาจให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง  โดยมีคณะหรือบุคคลที่ราษฎรในท้องถิ่นเลือกตั้งเข้ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย  เพื่อเป็นผู้บริหาร  ทั้งนี้จะมีงบประมาณเป็นของตนเอง  และมีอิสระในการ

บริหารงานพอสมควรแบ่งได้ดังนี้

  1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด   1  แห่ง   องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 
  2. เทศบาลนคร
  3. เทศบาลตำบล
  4. องค์การบริหารส่วนตำบล

” ต้นสาธร ” ต้นไม้ประจำจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัด   :    ต้นสาธร (เดิมคือต้นราชพฤกษ์) ต้นไม้พระราชทานประจำจังหวัดนครราชสีมา (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดพระราชทานกล้าไม้มงคล พระราชทานประจำจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจังหวัดได้ทำพิธีปลูกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2537 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา)

-    ชื่อวิทยาศาสตร์  Millettia leucantha Kurz.

-    ชื่อสามัญ Papilionaceae

-    วงศ์ LEGUMINOSAE

-    ชื่ออื่น กระเจ๊าะ ขะเจ๊าะ

ลักษณะทั่วไป

-    ไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 18-20 เมตร เปลือกสีเทา เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ

-    ใบอ่อนและยอดอ่อนมีขนยาว ใบ ประกอบแบบขนนกปลายเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยติดเป็นคู่ตรงกันข้าม 3-5 คู่ แผ่นใบย่อยรูปรีกว้าง 3.5 - 5 เซนติเมตร ยาว 5-12 เซนติเมตรปลายแหลม โคนมน

-    ดอก สีขาว รูปดอกถั่วสีชมพูอ่อน ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง เดือนมีนาคม พฤษภาคม และฝักแก่ เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม

-    ผล  เป็น ฝัก แบน กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 4-10 เซนติเมตร (แบนคล้ายฝักมีด)

-    เมล็ด รูปโล่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.3 เซนติเมตร

นิเวศวิทยา  :  ชอบอยู่ตามสภาพดินร่วน แสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นมาก พบขึ้นในป่าเบญจพรรณใกล้แหล่งน้ำทั่ว ๆ ไป ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด

ประโยชน์    :  เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้างและเครื่องเรือน